โควิด-19 : สหรัฐฯรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ได้ดีแค่ไหน หลังมียอดผู้เสียชีวิตเกินแสนคน

ประนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศว่า “ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” แต่มาวันนี้ ชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโควิด-19 ทะลุ 1 แสนคนแล้ว ทำไมมหาอำนาจโลกจึงยังอยู่ในภาวะวิกฤต สวนทางกับหลายประเทศที่สถานการณ์ระบาดเริ่มเบาบาง

สองวันหลังมีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คนแรกในสหรัฐฯ นายทรัมป์กล่าวว่า “ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า “ทุกอย่างจะเป็นปกติ”

สี่เดือนให้หลัง ไวรัสมฤตยูแพร่กระจายไปทั่ว 50 รัฐ ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 1 แสนคน และมีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วกว่า 1 ล้าน 6 แสนคน

บีบีซีเปรียบเทียบสถิติในสหรัฐฯกับของประเทศอื่นทั่วโลก วิเคราะห์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

Short presentational grey line

เทียบกับชาติอื่นแล้ว สถานการณ์ในสหรัฐฯเป็นอย่างไร

President Trump points at a chart showing mortality rates at a White House briefing in April - 17 April 2020
ระหว่างการแถลงข่าวช่วง เม.ย. นายทรัมป์กลับอ้างอิงถึง ‘อัตราการเสียชีวิต’ ต่อจำนวนประชากร

ยอดผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดด

ประธานาธิบดีทรัมป์ เคยประเมินว่า จะมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสราว “5 ถึง 6 หมื่นคน” แต่เมื่อเข้าเดือน พ.ค. เขาหวังว่ายอดผู้เสียชีวิตจะต่ำกว่า 1 แสนคน และวันนี้ ยอดทะลุเพดานหลักแสน ด้วยอัตราผู้เสียชีวิตเฉลี่ยกว่า 1 พันรายต่อวัน

แต่นายทรัมป์กลับอ้างอิงถึง ‘อัตราการเสียชีวิต’ ต่อจำนวนประชากร หรือ mortality rate มากกว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจริง เพื่อพยายามสื่อว่าสหรัฐฯ รับมือกับโควิด-19 ได้ดีกว่าประเทศอื่น

ตารางข้างใต้นี้ แสดงรายชื่อประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตมากที่สุด ส่วนตัวเลขด้านขวามือ แสดงถึง ‘อัตราการเสียชีวิต’ ซึ่งจะสังเกตได้ว่า หลายประเทศมีอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาต่อประชากร 1 แสนคน สูงกว่าสหรัฐฯ

Chart showing the ten countries with the highest death tolls and the mortality rates for each. The US has seen 100,000 deaths, a rate of 30 people per 100,000 population. Belgium has seen 9,000 deaths, a rate of 82 people per 100,000 population. The UK has seen 37,000 deaths, a rate of 56 people per 100,000 population.
กราฟซ้ายแสดงประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมมากที่สุด 10 อันดับ ข้างขวาแสดงสัดส่วนผู้เสียชีวิตต่อประชากร 100,000 คน

เบลเยียม มีประชากร 11.5 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 82 คน ต่อประชากร 1 แสนคนในช่วงการแพร่ระบาด ขณะที่ สหรัฐฯ ซึ่งมีประชากร 330 ล้าน มีผู้เสียชีวิตเกือบ 30 คน ต่อประชากร 1 แสนคน

แต่หากจำกัดวงแคบลงมา ยกตัวอย่างที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อัตราการเสียชีวิตสูงเกือบ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน แสดงให้เห็นว่า อัตราดังกล่าว ผันแปรได้ในแต่ละพื้นที่

หนึ่งในปัญหาของการเปรียบเทียบสถานการณ์ในแต่ละประเทศ คือ หลายประเทศรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตด้วยวิธีที่ต่างกัน ยกตัวอย่าง เบลเยียม รวมผู้เสียชีวิตที่ “ต้องสงสัย” ว่าอาจมาจากโควิด-19 ด้วย แม้ว่าจะยังไม่สามารถยืนยันผลการตรวจได้ก็ตาม และมีเพียงบางรัฐในสหรัฐฯ ที่รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตด้วยวิธีเดียวกัน แต่ไม่ใช่ทุกรัฐ

นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากรัฐบาลในบางประเทศด้วย อาทิ ผู้สังเกตการณ์หลายคนชี้ว่า รัฐบาลจีนรายงานถึงสถานการณ์แพร่ระบาด “รุนแรงน้อยกว่าความเป็นจริง”

อีกปัญหาหนึ่ง คือ สถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศ อยู่ใน “ระยะการแพร่ระบาด ที่ต่างกัน ยกตัวอย่าง ชาติยุโรปหลายแห่งมีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดลงมาก จนกล่าวได้ว่าพ้นจุดเลวร้ายสุดไปแล้ว แต่สถานการณ์ในสหรัฐฯ กลับยังน่าเป็นห่วง

Short presentational grey line

นิวยอร์กผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว แต่ทั้งประเทศเล่า ?

หลายประเทศในยุโรปเกิดการแพร่ระบาดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับสหรัฐฯ และตัวเลขผู้เสียชีวิตขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ก่อนแตะจุดสูงสุด และไต่ระดับลง แต่สหรัฐฯ กราฟผู้เสียชีวิตยังทะยานขึ้น

เหตุผลที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันในสหรัฐฯ ยังเติบโตอยู่ เพราะเป็นประเทศใหญ่ การระบาดไม่ได้เกิดขึ้นในจุดเดียวรุนแรง แต่แพร่กระจายไปตามจุดต่าง ๆ ของประเทศ ในเวลาที่ต่างกัน และแพร่ขยายไปยังรัฐอื่น ในอัตราที่ไม่เท่ากัน

ที่นิวยอร์กนั้น ไวรัสแพร่ระบาดรุนแรงในช่วงต้น ก่อนจะพุ่งถึงจุดสูงสุดช่วงต้นเดือน เม.ย. แต่พื้นที่อื่น ๆ ในสหรัฐฯ ตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันปรับลดในอัตราที่ช้ากว่า

A chart showing how the number of daily deaths in New York compares to the number in the rest of the US.
ที่รัฐนิวยอร์กนั้น ไวรัสแพร่ระบาดรุนแรงในช่วงต้น ก่อนจะพุ่งถึงจุดสูงสุดช่วงต้นเดือน เม.ย. แต่พื้นที่อื่น ๆ ในสหรัฐฯ ตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันปรับลดในอัตราที่ช้ากว่า

รัฐอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงแรกเริ่ม อาทิ ลุยเซียนา และมิชิแกน มีตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันที่ลดลงอย่างรวดเร็ว คล้ายกับที่นิวยอร์ก

ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์ในรัฐเหล่านี้ดีขึ้น แต่รัฐอื่นกลับแย่ลง โดยกว่า 1 ใน 3 ของทุกรัฐ พบผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะ รัฐโรดไอแลนด์ มิสซิสซิปปี และโอไฮโอ มีอัตราการเพิ่มของผู้เสียชีวิตในกลุ่มที่สูงที่สุด

Banner

สหรัฐฯ คือ ผู้นำด้านการตรวจหาเชื้อ ในชั่วขณะนี้

President Trump at a briefing on coronavirus testing in the Rose Garden of the White House - 11 May 2020

หลายสัปดาห์มานี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ชอบอ้างถึงสถิติการตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ อยู่บ่อยครั้ง ข้อมูลล่าสุดพบว่า สหรัฐฯ ตรวจหาเชื้อแล้วกว่า 15 ล้านครั้ง

ตัวเลขนี้ทำให้สหรัฐฯ แซงหน้าชาติอื่น ๆ ในด้านตัวเลขการตรวจ แต่การตรวจหาเชื้อที่มาก ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี

ประเทศที่ดำเนินการตรวจหาผู้ติดเชื้อในช่วงแรกเริ่มของการแพร่ระบาด ตามต่อด้วยมาตรการติดตามหาผู้ที่ใกล้กับผู้ที่ติดเชื้อ ล้วนเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการชะลอการแพร่ระบาด

ตัวอย่าง เช่น เกาหลีใต้ รัฐบาลเพิ่มปริมาณการตรวจตั้งแต่เริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายแรก ๆ จนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ มีผู้เสียชีวิตไม่ถึง 300 คน จากประชากรทั้งประเทศราว 50 ล้านคน

Chart showing the the total number of tests per 100,000 people for Italy, the US and South Korea. Italy has the highest rate, with the US just behind. South Korea's rate is much lower, but was higher than both other countries earlier on in their outbreak.
กราฟแสดงสถิติจำนวนคนที่ได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน นับจากวันที่มีรายงานการเสียชีวิตรายแรก เปรียบเทียบอิตาลี สหรัฐฯ และ เกาหลีใต้

อย่างไรก็ดี จากตารางด้านบนนี้ จะเห็นว่า ผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วหลังมีรายงานผู้เสียชีวิตรายแรก สหรัฐฯ จึงเริ่มเพิ่มปริมาณการตรวจหาผู้ติดเชื้อ

ดร. แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ ยอมรับในช่วงต้น มี.ค. ว่า ระบบการตรวจหาเชื้อของสหรัฐฯ “กำลังล้มเหลว” และสหรัฐฯ ไม่สามารถให้บริการตรวจได้ “เหมือนกับที่ประเทศอื่นกำลังทำอยู่”

ทั้งนี้ ปริมาณการตรวจรายวันในปัจจุบัน ชี้ว่า สหรัฐฯ ก้าวผ่านปัญหาเรื่องการตรวจหาเชื้อในช่วงแรกมาแล้ว แต่ยังต้องเพิ่มจำนวนการตรวจให้มากขึ้นอีก เพราะหากตัวเลขการตรวจ 15 ล้านคนถูกต้อง นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ ตรวจหาเชื้อครอบคลุมเพียง 4.5% ของประชากรเท่านั้น

Short presentational grey line

แล้วสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป

People at a protest against a state-wide stay-at-home order in Boston, Massachusetts - 4 May 2020
ผู้คนในหลายรัฐออกมาประท้วงการล็อกดาวน์ช่วงต้น พ.ค.

ยอดผู้เสียชีวิตยังพุ่งสูง ในอัตราเพิ่มที่เริ่มชะลอตัว ทำเนียบประธานาธิบดียกแบบจำลองหนึ่งมาอ้างอิงว่า มีความเป็นไปได้ที่ยอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งสูงถึงเกือบ 1 แสน 5 หมื่นคน ภายใน ส.ค. แต่บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่า ตัวเลขคาดการณ์ของรัฐบาล น้อยกว่าความเป็นจริงมาแล้ว จากที่เคยประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจำต่ำกว่า 1 แสนคน แต่มาวันนี้ ยอดพุ่งทะลุเพดานที่คาดการณ์ไว้เรียบร้อย

ในช่วงหนึ่งของการแพร่ระบาด ประชากรกว่า 90% ของสหรัฐฯ อยู่ภายใต้คำสั่งล็อกดาวน์ แต่ปัจจุบัน รัฐส่วนใหญ่เริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการแล้ว

Map showing the total number of coronavirus cases by US state. At the moment, the overwhelming majority have been in the northeast of the country
แผนที่แสดงจำนวนผู้ติดเชื้อรวมในแต่ละรีฐทั่วประเทศ ตัวเลขบ่งชี้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อมีมากในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดเงื่อนไขที่รัฐต่าง ๆ จะสามารถเริ่มคลายล็อกดาวน์ได้ รวมถึงอัตราผู้ติดเชื้อจะต้องอยู่ในแนวดิ่งลงต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ แต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า มีเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้นที่ตรงตามเงื่อนไข

ดร. เฟาซี เตือนว่า หลายรัฐอาจเกิดสถานการณ์ที่ “ผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วขยายตัวเป็นการแพร่ระบาด” หากคลายล็อกดาวน์ก่อนที่จะควบคุมไวรัสได้

Promo image showing Donald Trump

คำแนะนำของ ดร. เฟาซี สวนทางกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเริ่มรณรงค์หาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้ เพราะข้อมูลล่าสุดชี้ว่า แรงงานอเมริกันเกือบ 1 ใน 4 กลายเป็นผู้ว่างงาน นับแต่สถานการณ์แพร่ระบาดเริ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวสอบถามนายทรัมป์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากเริ่มเปิดประเทศแล้ว จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกไหม นายทรัมป์ตอบว่า “ถามว่าจะมีคนกระทบหนักไหม แน่นอน แต่เราจะต้องเปิดประเทศอีกครั้ง และเปิดให้เร็วที่สุด”

แม้ว่าบางรัฐจะเริ่มผ่อนปรนมาตรการ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า ชาวอเมริกันจะพร้อมกลับไปจับจ่ายซื้อของตามร้านค้า หรือนั่งทานอาหารในร้านอาหารในทันที

ผลสำรวจของสำนักวิจัยพิวพบว่า ชาวอเมริกัน 70% ต่างมีความวิตกกังวล หากรัฐต่าง ๆ คลายล็อกดาวน์เร็วเกินไป

แหล่งที่มา : ข่าวสด

About เจมส์ แอดมินเว็บ

View all posts by เจมส์ แอดมินเว็บ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *