เข้าวันที่ 8 ของการประท้วง-ก่อจลาจลทั่วสหรัฐฯ กรณีชายผิวดำเสียชีวิต ปธน.ทรัมป์ มีอำนาจส่งทหารไปรับมือได้ไหม

ขณะที่การประท้วงและการก่อจลาจลขยายวงกว้างไปทั่วสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาขู่ว่าเขาจะส่งกองทัพไปจัดการความไม่สงบเรียบร้อย

นี่นับเป็นวันที่ 8 แล้วที่การประท้วงดำเนินไปในหลายเมืองทั่วประเทศ หลังจากเมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เสียชีวิตจากการจับกุมด้วยความรุนแรงโดยตำรวจผิวขาว

ในการแถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายทรัมป์ใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงตำหนิผู้ที่ก่อเหตุจลาจล โดยบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น “การก่อการร้ายในประเทศ” และประกาศว่าผู้ก่อเหตุจะถูกลงโทษหนักและจะต้องถูกจำคุกเป็นเวลาหลายปี

เขาเริ่มต้นการแถลงด้วยประโยคว่า “ภารกิจอันดับแรกและภารกิจอันสูงสุดของผมในฐานะประธานาธิบดีคือการปกป้องประเทศอันยิ่งใหญ่นี้และพิทักษ์ชาวอเมริกัน”

“ผมกล่าวสาบานตนว่าจะยึดมั่นในกฎหมายของสหรัฐฯ และนั่นเป็นสิ่งที่ผมจะปฏิบัติตาม”

ล่าสุด ผู้คนหลายหมื่นยังออกชุมนุมประท้วงและฝ่าฝืนประกาศเคอร์ฟิว โดยส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบสันติ การชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเป็นที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งจะเป็นที่ทำพิธีฝังศพของนายฟลอยด์ในวันที่ 9 มิ.ย. โดยมีผู้ชุมนุมประท้วงหลายพันคนรวมถึงญาติของนายฟลอยด์ด้วย

Black woman in front of police in riot gear

“อย่าหยุดจนกว่าเราจะได้ความยุติธรรมเพื่อลุงของผม” ฟิโลนีส ฟลอยด์ หลานชายของนายฟลอยด์ กล่าวต่อผู้ชุมนุม ส่วนที่การแถลงข่าวที่เมืองมินนีแอโปลิส

ร็อกซี วอชิงตัน แม่ของลูกสาววัย 6 ขวบของฟลอยด์ บอกว่า “ฉันอยู่ที่นี่เพื่อลูกสาว ฉันอยู่ที่นี่เพื่อจอร์จเพราะว่าฉันต้องการความยุติธรรมเพื่อเขา”

แม้ว่าในหลายเมืองใหญ่ อาทิ นครนิวยอร์กและกรุงวอชิงตันดีซี การชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่จะดำเนินไปอย่างสันติ แต่ที่บางเมือง ความโกรธแค้นได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นการก่อจลาจล มีทั้งการทำลายตึกอาคาร เผารถตำรวจ และปล้นร้านรวง ส่วนที่กรุงวอชิงตันดีซี มีการส่งทหาร 1,600 นายไปประจำเตรียมที่ฐานทัพต่าง ๆ รอบเมือง

National Guard forces on streets of Hollywood
กองกำลังพิทักษ์ชาติ ซึ่งเป็นกองกำลังทหารของสหรัฐฯ เพื่อสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ

ปธน.ทรัมป์ เตือนว่า หากทางการของเมืองและรัฐต่าง ๆ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เขาจะส่งกองกำลังทหารเข้าไป ทว่าผู้ว่าการรัฐบางแห่งบอกว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจในการส่งทหารไปหากไม่ได้รับการอนุมติจากรัฐนั้น ๆ ก่อน

ทรัมป์มีสิทธิส่งทหารไปได้ไหม

สรุปสั้น ๆ เลยว่า ได้ แต่เป็นบางกรณี

ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชาติหลายพันนายถูกส่งไปยังรัฐต่าง ๆ แล้ว โดยขณะนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกว่า 20 รัฐ แต่นี่เป็นการขอความช่วยเหลือจากเมืองและรัฐต่าง ๆ เอง

อย่างไรก็ดี ย้อนไปในศตวรรษที่ 19 สหรัฐฯ ผ่านกฎหมายที่กำหนดสถานการณ์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตันดีซีจะสามารถเข้าไปแทรกแซงได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุมติจากรัฐนั้น ๆ

กฎหมายปราบการจลาจล (The Insurrection Act) ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ว่าการรัฐเมื่อประธานาธิบดีเห็นว่าสถานการณ์ในรัฐต่าง ๆ เลวร้ายจนไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ได้ หรือเมื่อมีความเสี่ยงทำลายสิทธิพลเมือง

มีการผ่านกฎหมายนี้ในปี 1807 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกกองกำลังติดอาวุธเพื่อสู้กับ “การจู่โจมอันมุ่งร้ายของชนเผ่าอินเดียนแดง” และจากนั้นก็ขยายขอบเขตกฎหมายให้สามารถใช้กองทัพสหรัฐฯ ในกรณีมีความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศได้ และเพื่อปกป้องสิทธิพลเรือน

จากนั้นในปี 1878 มีการผ่านกฎหมายอีกฉบับที่ระบุว่าการใช้ กฎหมายปราบการจลาจล ต้องผ่านการอนุมติของสภาคองเกรสก่อน อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบอกกับบีบีซีว่า กฎหมายปราบการจลาจล ให้อำนาจประธานาธิบดีมากพอในการส่งทหารไปปฏิบัติการได้เลย

เคยใช้ กฎหมายปราบการจลาจล มาก่อนไหม

ข้อมูลจากบริการวิจัยด้านสภาคองเกรส (Congressional Research Service) ระบุว่า มีการใช้ กฎหมายปราบการจลาจล มาหลายครั้งในอดีต แต่ก็ไม่ได้ใช้มาเกือบสามทศวรรษแล้ว

ครั้งที่แล้ว ประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ประกาศใช้กฎหมายนี้ เมื่อมีการก่อจลาจลจากประเด็นเชื้อชาติที่นครลอสแอนเจลิสเมื่อปี 1992

Fire at a petrol station in Minneapolis
ที่เมืองมินนีแอโปลิส มีการจุดไฟเผาอาคาร รถยนต์ และเข้าฉกชิงทรัพย์ในร้านค้าต่าง ๆ

ในช่วงทศววรรษ 50 และ 60 ประธานาธิบดีสามคนต่างใช้กฎหมายนี้แม้ว่าผู้ว่าการรัฐจะไม่เห็นด้วย

ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ก็โดนต่อต้านตอนที่เขาส่งทหารไปยังรัฐอาร์คันซอเพื่อควบคุมการประท้วงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งให้เด็กผิวขาวและผิวดำเข้าชั้นเรียนด้วยกัน

พอหมดช่วงปี 60 ไปก็แทบไม่มีการใช้กฎหมายนี้อีกเลย สภาคองเกรสแก้กฎหมายนี้ในปี 2006 หลังเกิดภัยพิบัติจากเฮอริเคนแคทรีนา เพื่อให้มีการส่งทหารไปช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี การปรับแก้กฎหมายนี้ก็ถูกยกเลิกเพราะผู้ว่าการรัฐต่าง ๆ ไม่เห็นด้วย

แหล่งที่มา : ข่าวสด

About เจมส์ แอดมินเว็บ

View all posts by เจมส์ แอดมินเว็บ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *