ทวิตเตอร์ซ่อนและขึ้นป้ายเตือนข้อความของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ามีเนื้อหาเชิดชูความรุนแรง

ทวิตเตอร์ให้เหตุผลที่ซ่อนข้อความของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากหน้าโปรไฟล์ของเขาว่าเป็นเพราะมีเนื้อหาเชิดชูความรุนแรง

ทวิตเตอร์ไม่ได้ลบโพสต์ดังกล่าวแต่ได้แจ้งเตือนว่า “ทวิตเตอร์ได้พิจารณาแล้วว่า การอนุญาตให้เข้าถึงทวิตนี้อาจเป็นประโยชน์กับสาธารณชน” และผู้ใช้ทวิตเตอร์ยังสามารถกดเข้าไปดูเนื้อหาได้

การซ่อนข้อความในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างทวิตเตอร์และนายทรัมป์

ข้อความนี้มีเนื้อหาอย่างไร

โพสต์บนทวิตเตอร์ของทรัมป์มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เมืองมินนีแอโปลิส ซึ่งประชาชนได้ออกมาชุมนุมติดต่อกันหลายคืนเพื่อประท้วงเรื่องที่ตำรวจผิวชาวใช้ความรุนแรงขณะจับกุมชายผิวดำจนเสียชีวิต

โดนัลด์ ทรัมป์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เขา “จะส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติ” เข้าควบคุมสถานการณ์ จากนั้นก็ทวิตข้อความในเชิงขู่เตือนตามมาว่า “หากการปล้นสะดมเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การยิงก็จะเกิดขึ้นเมื่อนั้น”

ข้อความหลังนี้เองที่ทวิตเตอร์มองว่ามีเนื้อหา “เชิดชูความรุนแรง”

ส่วนการขึ้นข้อความเตือนแทนการลบโพสต์นั้น ทวิตเตอร์ระบุว่าใช้ในกรณีที่ข้อความที่โพสต์โดยบุคคลสาธารณะ มีเนื้อหาละเมิดข้อกำหนดซึ่งใช้มาตั้งแต่กลางปี 2019 แต่ที่ผ่านมาไม่เคย “ซ่อนและเตือน” หรือลบข้อความของนายทรัมป์ มาก่อน

การ ‘ซ่อนและเตือน’ โพสต์ยังทำให้ผู้ใช้ทวิตเตอร์คนอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าไปกดไลค์ ตอบโพสต์ หรือรีทวิตต่อได้ แต่ทวิตเตอร์ระบุว่าการรีทวิตโพสต์ดังกล่าวยังทำได้หากแสดงความเห็นร่วมด้วย

ทวิตเตอร์ยังอธิบายในข้อความที่โพสต์ต่อจากข้อความดังกล่าวของนายทรัมป์ว่า “ข้อความนี้ละเมิดนโยบายของเราว่าด้วยการเชิดชูความรุนแรง โดยพิจารณาจากบริบทของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของเนื้อหาในประโยคสุดท้าย ความเชื่อมโยงกับความรุนแรง และความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการกระทำเดียวกันในวันนี้”

“บริบทของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต” ที่ทวิตเตอร์ระบุนั้นหมายถึงเหตุการณ์ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ซึ่งวอลเตอร์ เฮดลีย์ อธิบดีกรมตำรวจ ได้ใช้คำพูดที่ว่า “หากการปล้นสะดมเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การยิงก็จะเกิดขึ้นเมื่อนั้น”อ้างอิงถึงการใช้นโยบายแข็งกร้าวในการดูแลชุมชนคนผิวดำ

“เราได้ดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานคนอื่นได้รับแรงกระตุ้นจากโพสต์นี้จนออกมากระทำความรุนแรง แต่เรายังไม่ถอดข้อความนี้ออกไป เพราะการให้สาธารณชนได้เห็นข้อความนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ยังดำเนินอยู่และมีความสำคัญต่อสาธารณชน”

ความเคลื่อนไหวของทวิตเตอร์มีขึ้นหลังจากนายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกเลิกการคุ้มครองทางกฎหมายที่สื่อโซเชียลมีเดียได้รับอยู่

คำสั่งนี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการอันยาวนานที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้

ทังนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ ทวิตเตอร์ได้เริ่มใช้ฟังก์ชั่นตรวจสอบข้อเท็จจริงกับข้อความที่นายทรัมป์โพสต์ ซึ่งทำให้นายทรัพป์ออกมาขู่ว่า “จะสั่งปิด” เครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์คฐานจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น

ทวิตเตอร์หมดความอดทนกับทรัมป์หรือยัง ?

รอรี เคลแลน โจนส์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของบีบีซี วิเคราะห์ว่า ตลอดหลายปีมานี้ทวิตเตอร์พยายามอดทนไม่ทำตามเสียงเรียกร้องให้ปฏิบัติกับนายทรัมป์เช่นเดียวกับผู้ใช้งานทวิตเตอร์คนอื่น ๆ ที่ต้องทำตามข้อกำหนด

จนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ได้เริ่มเดินหมากก้าวเล็ก ๆ ด้วยการเพิ่มลิงค์ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้ใต้ข้อความที่นายทรัมป์โพสต์

ผู้สื่อข่าวบีบีซีบอกว่าทวิตเตอร์มีทางเลือกสองทาง คือไม่ทำอะไรและรอผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมา หรือจัดการกับทรัมป์ตามข้อกำหนดที่ทวิตเตอร์กำหนดขึ้นเอง ซึ่งขณะนี้ทวิตเตอร์ได้เลือกอย่างหลัง ด้วยการเตือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ากำลังเชิดชูความรุนแรง

หากเป็นผู้ใช้งานคนอื่น ทวิตเตอร์อาจลบโพสต์ออกไปและระงับบัญชี

สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนศึกระหว่างปรปักษ์สองฝ่ายคือนายทรัมป์กับทวิตเตอร์จะยังไม่จบลงง่าย ๆ สมรภูมิรบยังคุกรุ่นอยู่ที่เรื่องขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิของบริษัทให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ในการควบคุมเนื้อหาของผู้ใช้

แหล่งที่มา : ข่าวสด

About เจมส์ แอดมินเว็บ

View all posts by เจมส์ แอดมินเว็บ →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *