ชัดแล้ว! พระพรหมเมธี หนีซุกลาว ‘ผบ.ตร.’ ลุยล่ากระชั้นชิด แฉวันจับใหญ่เผ่นพิษณุโลก

ชัดแล้วเบาะแสอดีตพระพรหมเมธีเผ่นลาว ลูกศิษย์คนสนิทพาหนีข้ามแม่น้ำโขงไปซุกในแขวงคำม่วนแล้วพบรถจอดทิ้งไว้ที่เรณูนคร ขณะที่บิ๊กแป๊ะระดมกำลังตำรวจล่ากระชั้นถึงจังหวัดนครพนม แฉวันจับใหญ่บึ่งจากพิษณุโลกไปเรณูนคร ก่อนจะใช้ช่องทางธรรมชาติออกนอกประเทศไป ด้านเจ้าคุณธงชัยอาการดีขึ้น เริ่มปรับตัวได้

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์เปิดเผยถึง กรณี นายสังคม สังหะพัฒน์ หรืออดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ที่ถูกนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครรายล่าสุดว่า การคุมขังคืนแรกผู้ต้องขัง เข้าใหม่ได้ถูกควบคุมในแดนแรกรับ หรือแดน 1 เพื่อให้ปรับตัวและเรียนรู้ระเบียบ ข้อบังคับของเรือนจำ ซึ่งตลอดคืนที่ผ่านมาไม่มีปัญหา อาจมีอาการตกใจและวิตกกังวลบ้าง ซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำและพัศดีเวรเข้าไปทำความเข้าใจและพูดคุยเพื่อให้คลายความกังวลแล้ว สำหรับอดีตพระเถระทั้งหมดที่ ถูกส่งตัวเข้ามาคุมขังก่อนหน้านี้เรือนจำได้จำแนกแยกแดนไปตามความเหมาะสม โดยให้คุมขังในแดนที่ใช้ควบคุมตัวผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี เพราะในกลุ่มนี้ตามกฎหมายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์และยังสามารถต่อสู้คดีในชั้นศาลได้

รถยนต์ที่พระพรหมเมธีใช้ในการหลบหนี

“ในระยะแรกเรือนจำจะอะลุ้มอล่วยในเรื่องของการแต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีขาว และการถือศีล เพราะเข้าใจดีว่าอดีตพระเหล่านี้บวชมานานและต้องการเวลาในการปรับตัว และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยจะไม่เข้าไปบังคับกดดันใดๆ โดยไม่จำเป็น การใช้ชีวิตในเรือนจำ ยังสามารถถือศีลนั่งสมาธิและไม่กินข้าวเย็น รวมทั้งสวดมนต์ได้ตามปกติ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ปกติสำหรับผู้ต้องขังทุกศาสนา อยู่แล้ว โดยรวมอดีตพระทุกคนปรับตัวได้ ดีขึ้นเพราะเคยอยู่ในสมณเพศที่กินน้อย อยู่ อย่างเรียบง่าย จึงไม่ยากที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ ส่วนรายที่มีปัญหาสุขภาพสามารถให้ลูกศิษย์นำยารักษาโรคที่มีการรับรองจากแพทย์ หรือยาที่จำเป็นต้องใช้และเป็นยาไม่มีในทัณฑสถานโรงพยาบาล ราชทัณฑ์มาใช้ได้” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว

พ.ต.อ.ณรัชต์ยังกล่าวถึงอาการป่วยของนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพุทธะอิสระ ว่า เท่าที่ดูมีปัญหาสุขภาพบ้างแต่ ไม่รุนแรงมากนัก แต่สิ่งที่เป็นกังวลคือการเคลื่อนไหวที่ไม่สะดวกเนื่องจากหมอนรองกระดูกอักเสบ ซึ่งทางเรือนจำได้ให้แพทย์จากทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์เข้ามาดูแลตรวจอาการและทำกายภาพบำบัดทุกวัน ซึ่งโรงพยาบาลก็มีเครื่องมืออยู่แล้ว คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์อาการน่าจะดีขึ้น แต่หากไม่ดีขึ้น ก็จะต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตลอด 1 สัปดาห์ที่อดีตพุทธะอิสระถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ผู้คุมเป็นอย่างดี โดยได้ขอให้ลูกศิษย์วัดงดเดินทางมาเยี่ยมเพื่อไม่เป็นภาระกับเรือนจำ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากลูกศิษย์เช่นกัน

พระพรหมเมธี

ด้านนายกฤช กระแสทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการคุมขังนายธงชัย สุขโข หรืออดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งถูกส่งตัวเข้าเรือนจำหลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไม่ให้ประกันตัวในคดีร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตเงินทอนวัดว่า หลังถูกส่งตัวเข้ามาควบคุมในเรือนจำเป็นวันที่สอง อดีตพระพรหมสิทธิคลายความกังวลลงแล้ว โดยรวมถือว่าความเครียดลดน้อยลง แต่ยังคงมีโรคประจำตัวคือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีอาการท้องเสียตั้งแต่ก่อนถูกส่งตัวมายังเรือนจำ ทำให้มีอาการอ่อนเพลียอยู่บ้าง ในวันเดียวกันนี้เรือนจำจะย้ายอดีตพระพรหมสิทธิจากแดนแรกรับไปยังแดน 3 โดยจัดให้อยู่ร่วมแดนกับอดีตพระลูกวัดสระเกศซึ่งถูกส่งตัวมายังเรือนจำก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อให้ ผู้ต้องขังอดีตพระได้ช่วยดูแลกันเองด้วย ในส่วนของอดีตพระราชอุปเสณาภรณ์หรือนายสังคม อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ซึ่งเรือนจำได้รับตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.นั้น ไม่มีอาการป่วยที่ต้องเป็นกังวล

นายกฤชกล่าวว่า ขณะนี้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมีผู้ต้องขังเกือบ 4,400 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำการดูแลผู้ต้องขังไม่ถึง 100 คน เนื่องจากอัตรากำลังส่วนใหญ่ต้องออกไปควบคุมผู้ต้องขังที่เดินทางไปศาลต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีฟอกเงินงบประมาณอุดหนุนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค. พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมทีมสืบสวนชุดใหญ่จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจาก บช.ก. บช.ภ.1. บช.สตม. บก.สส.บช.น.และกองบังคับการปราบปราม ร่วมกันเดินทางไปที่จังหวัดนครพนม หลังตรวจสอบพบเบาะแสของอดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ผู้ต้องหาตามหมายจับ สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ไปปรากฏตัวอยู่ก่อนที่จะหายตัวไป เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีลูกศิษย์ใกล้ชิดให้ความช่วยเหลือ หลบหนีข้ามฝั่งไปยังสปป.ลาว

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ตำรวจกองบก.ป. ได้เปิดปฏิบัติการจับกุมพระผู้เถระผู้ใหญ่ วัดสระเกศ และ วัดสามพระยา นั้น เป็นวันที่ พระพรหมเมธีเดินทางไปกิจนิมนต์ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อทราบข่าวว่าตำรวจเปิดปฏิบัติการดังกล่าว ทำให้พระพรหมเมธีที่จะต้องเดินทางกลับ วัด เปลี่ยนเป้าหมาย และเดินทางหลบหนีไปที่จังหวัดนครพนมทันที โดยใช้รถตู้สีดำ ทราบว่าเป็นของโยมอุปัฏฐากรายหนึ่งส่งมาพร้อมกับคนขับ เพื่อพาเดินทางไปที่วัดป่าสุคนธรักษ์ อ.เรณูนคร จ.นครพนม และหลบอาศัยอยู่ที่วัดดังกล่าว เพื่อรอเวลาให้ลูกศิษย์คนสนิทติดต่อไปยังลูกศิษย์ที่อยู่ในเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว เพื่อจะให้มาพาหลบหนีผ่านช่องทางธรรมชาติข้ามแม่น้ำโขงไปยังสปป.ลาว

รายงานด้วยว่าพระพรหมเมธีพอจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะต้องถูกจับกุมในคดีเงินทอนวัด ถึงกับเคยพูดผ่านกลุ่มลูกศิษย์ว่าไม่มีความกังวลแต่อย่างไร ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงก็พอจะมีช่องทางหลบหนีอยู่แล้ว เพราะมีกลุ่มญาติโยม ที่นับถือเป็นจำนวนมากอยู่ในฝั่งสปป.ลาว ซึ่งพร้อมที่จะพาไปหลบหนีไปทันที หากว่าจะถูกจับกุม

เมื่อเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปราม ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์ ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน เข้าพบ ร.ต.อ.ศุภชัย ชาติมนตรี รอง สว.(สอบสวน )กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความเอาผิด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติเงินงบประมาณให้กับวัดในกรณีทุจริตเงินทอนวัด ในความผิดฐานแจ้งความโดยมิชอบและมีเจตนา ทุจริตประสงค์ให้เกิดความเสียหายแก่คณะสงฆ์อันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว

ดร.จรูญกล่าวว่า เบื้องหลังการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาพระชั้นผู้ใหญ่หลายวัด ตามที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล และทำให้เกิดข้อสงสัยน่าจะมีผู้ไม่หวังดีสร้างกับดักลวงไว้ เพื่อโยนความผิดให้พระสงฆ์เหล่านี้ ด้วยการเอางบประมาณที่ผิดประเภทไปถวายพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ เสร็จแล้ว พ.ต.ท.พงศ์พร และพวกก็เข้าแจ้งความกับตำรวจตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เอาผิดกับพระสงฆ์เหล่านี้ว่าเป็นการใช้งบ ผิดประเภท จนทำให้ถูกจับกุมในที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดสุคนธรักษ์ บ้านค่ายเสรี หมู่ 9 ต.นางาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ที่พระพรหมเมธี นำรถยนต์ที่ใช้หลบหนีไปจอดทิ้งไว้หน้ากุฏิหลังหนึ่ง ตั้งแต่คืนวันที่ 29 พ.ค.ซึ่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บร่องรอยและนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอภายในรถ โดยรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ก่อนที่จะหนีไปฝั่งลาว พบว่าเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ล่าสุดในช่วงเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ ได้ตรวจยึดรถยนต์หรู คันดังกล่าว ซึ่งเป็นพาหนะที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ที่ใช้ในการ หลบหนีไปเก็บไว้ที่โรงรถของ สภ.เรณูนคร แล้ว ส่วนกุฏิเจ้าอาวาสประตูด้านหน้าถูกล็อกกุญแจ โดยภายในวัดบรรยากาศเงียบสนิท ไม่พบพระเณรอยู่ภายในวัดแม้แต่รูปเดียว

นายสำรอง แสนศรี วัย 61 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่หน้าวัดสุคนธรักษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ 3-4 นาย ซึ่งคาดว่าเป็นตำรวจนอกพื้นที่ ขับรถยนต์กระบะมาสอบถามตนว่าพบเห็นพระพรหมเมธี ที่นำรถยนต์หรูมาจอดไว้หรือไม่ และยังถามด้วยว่าเจ้าอาวาสวัดสุคนธรักษ์อยู่วัดหรือไม่ ตนจึงตอบว่าพระหนุ่มซึ่งเป็นชื่อเล่นของเจ้าอาวาสวัด ได้ออกจากวัดไปฝั่งลาวได้ 3-4 วันแล้ว แต่ไม่รู้ว่าไปกับใครบ้าง เพราะพระหนุ่มมีลูกศิษย์ลูกหาส่วนใหญ่เป็นชาวลาว ที่มักจะแวะเวียนมาทำบุญที่วัดแห่งนี้บ่อยครั้ง

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวด้วยว่า เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 31 พ.ค. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมทีมสืบสวนชุดใหญ่ อาทิ บช.ก บช.ภ.4 และ บช.สตม. กว่า 100 นาย ได้เดินทางไปรับตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ กว่า 10 นาย ที่เดินทางไปจับกุมตัวพระพรหมเมธี ที่วัดแห่งหนึ่งในแขวงคำม่วน สปป.ลาว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบ้านของลาวจับกุมตัวไว้ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจของฝั่งไทย และเจ้าหน้าที่สำนักงานจังหวัดนครพนม ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของแขวงคำม่วน เพื่อให้ไปรับตัวตำรวจกองปราบฯ 10 นาย ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 กลับมายังฝั่งไทยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งติดตามและหาเบาะแส เพื่อติดตามตัว พระพรหมเมธีว่าหลบหนีไปที่วัดในฝั่งลาว หรือหลบหนีไปอยู่ที่บ้านพักลูกศิษย์คน ใกล้ชิดหรือไม่ ทั้งนี้ ยังพบด้วยว่าตามด่าน ตม.ชายแดน โดยเฉพาะที่บริเวณท่าเรือ ข้ามฟาก และ ตม.บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ยังคงติดหมายจับพระพรหมเมธี 1 ในพระชั้นผู้ใหญ่ ที่ยังคงหลบหนีไปกบดานอยู่ที่ฝั่งลาวด้วย

ด้านพระอธิการพรเทพ จักกวโร เจ้าอาวาสวัดป่าสุคนธรักษ์ เปิดเผยว่า หลังมีข่าวพบรถตู้ที่มาซุกซ่อนในวัดแพร่ออกไป ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าให้การช่วยเหลือพระพรหมเมธีหลบหนี ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อน ยอมรับว่าเคยพบกันครั้งหนึ่งตอนไปทำบุญที่วัดในแขวงคำม่วน สปป.ลาว เมื่อ ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้สนิทสนมอะไร หลังตกเป็นข่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถาม ก็ได้ตอบตามข้อเท็จจริงทุกอย่างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือในการหลบหนี และอยากให้เข้าใจในทางที่ถูกต้องด้วย เพราะ ไม่อยากให้ชื่อเสียงของวัดนี้มัวหมอง

“วันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ได้มีญาติโยมคนหนึ่งนำรถคัน ดังกล่าวมาฝากจอดไว้ จึงไม่ได้สังเกตว่า เป็นรถใคร เพราะมีผู้มาทำบุญจำนวนมาก อาตมายอมรับว่ามีญาติโยมจากฝั่งลาวที่คุ้นเคยมักแวะมาทำบุญที่วัดนี้จริง ซึ่งไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับการพาพระพรหมเมธีหลบหนีหรือไม่ กระทั่งเย็นวันเดียวกันมีตำรวจมาตรวจสอบที่วัด และพาไปตรวจสอบรถที่นำมาจอดใกล้โรงครัว อาตมารู้ทีหลังจากตำรวจว่าเป็นรถของพระที่หลบหนีก็ยังตกใจอยู่ แต่ได้ให้การกับตำรวจไปแล้ว และไม่กังวลว่าจะถูกดำเนินคดี เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย” เจ้าอาวาสวัดป่าสุคนธรักษ์ระบุ

พระอธิการพรเทพกล่าวต่อว่า ส่วน รายละเอียดการตรวจสอบรถยนต์หรูคันที่มาจอดในวัดตนไม่รู้ รู้แต่ว่ารถที่มาจอดทิ้งไว้ถอดป้ายทะเบียน และถอดขั้วแบตเตอรี่ออก โดยไม่ทราบรายละเอียดมากไปกว่านี้ ในวัดมีกล้องวงจรปิดแต่เสียนานแล้ว และยินดีจะมอบให้ตำรวจตรวจสอบ ตนยืนยันว่าไม่ได้รู้จักกับพระพรหมเมธี และไม่เคยมีความสัมพันธ์กับพระรูปนี้ที่อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับเลย

ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รองผบช.ก. ได้เดินทางมาเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อนำรายละเอียดการจับกุม และผลการตรวจยึดของกลางที่ยึดมาได้จากวัดสามพระยาวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร มาตรวจสอบรายละเอียด เพื่อขยายผลและวางแนวทางในการสืบสวนต่อไป ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมในกรณีของวัดสามพระยา ที่มีการจับกุมพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสและเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และ พระอรรถกิจโสภณ เลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ในความผิดฐานฟอกเงินไปแล้วนั้น โดยพบอีกว่ายังมีฆราวาสอีก 2 รายที่กำลังพิจารณาขอออกหมายจับเพิ่มเติม ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ทราบอีกว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน และเป็นเจ้าของร้านขายสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่งที่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ส่วนหลักฐานที่พบก็คือมีการโอนเงินจากบัญชีของวัดสามพระยาไปยังบัญชีของร้านสังฆภัณฑ์แห่งนี้อย่างมีพิรุธ จำนวน 3 ล้านบาท และจากคำให้การของผู้ต้องสงสัยที่พนักงานสอบสวนเคยสอบปากคำไปก่อนหน้านี้ ให้การไว้ว่า เป็นเงินเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าต่างๆ ระหว่างวัดสามพระยากับร้านค้าของ ตน แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบว่า ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางการเงินที่ปรากฏอยู่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่า ในการตรวจค้นกุฏิของพระรูปหนึ่งที่มีความสนิทสนมกับพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ แม้ว่าจะไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด แต่พบว่ามีการเก็บภาพลามกอนาจาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพการร่วมเพศกับผู้ชายที่เป็นฆราวาส ร่วมทั้งภาพเปลือยของผู้ชายจำนวนหนึ่งอีกด้วย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบตามโซเชี่ยลต่างๆว่ามีการเผยแพร่ภาพ ดังกล่าวหรือไม่ และเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ หากพบก็จะถูกดำเนินคดี ไปด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *